การเงิน

วิธีคิดราคางานฟรีแลนซ์ ไม่ให้ขาดทุน (ฉบับไทย 2026)

คู่มือคิดราคางานฟรีแลนซ์แบบครบวงจร — สูตร Day Rate, Project Fee, Value-based pricing พร้อมตัวอย่างจริงจากฟรีแลนซ์ไทย เพื่อไม่ให้คุณตั้งราคาขาดทุนอีกต่อไป

10 นาที 2
ภาพประกอบลายเส้นเครื่องคิดเลขและเอกสารใบเสนอราคาสำหรับฟรีแลนซ์
A
admin so1o
นักเขียนประจำ So1o Freelancer
·2 พฤษภาคม 2569·อ่าน 8 นาที

งานเหนื่อยแต่เงินไม่พอ คือสัญญาณว่าคุณคิดราคาขาดทุน บทความนี้จะพาคุณสร้างสูตรคิดราคาเป็นของตัวเอง พร้อมเทมเพลตที่ใช้ได้ทันที

ผมเคยถามฟรีแลนซ์ไทยกว่า 50 คนว่า "อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกขาดทุนที่สุดในการรับงาน?" — คำตอบเกือบทุกคนตรงกัน: ตั้งราคาผิดตั้งแต่วันแรก งานที่คิดว่าจะทำสองสัปดาห์กลายเป็นสองเดือน ลูกค้าขอแก้ไม่จบ และพอหารกับเวลาที่เสียไป กลับเหลือชั่วโมงละไม่ถึง 80 บาท

1. ก่อนตั้งราคา ให้รู้ "ต้นทุนชีวิต" ของคุณก่อน

ฟรีแลนซ์ที่ตั้งราคาขาดทุน ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง แต่เพราะ ไม่รู้ว่าตัวเองต้องได้เดือนละเท่าไหร่ถึงจะอยู่ได้แบบมีเงินเก็บ ลองทำตามขั้นตอนนี้แค่ครั้งเดียวในชีวิต แล้วคุณจะตั้งราคาได้แม่นขึ้นทุกครั้ง

ขั้นตอนคำนวณ Day Rate ของตัวเอง

  1. รวมรายจ่ายต่อเดือน — ค่าเช่า อาหาร ค่าเดินทาง ประกัน อุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ subscriptions
  2. บวกเงินเก็บ + เงินภาษี — แนะนำเก็บอย่างน้อย 20% และกันภาษีไว้อีก 15-20%
  3. หารด้วยจำนวนวันทำงานจริง — ฟรีแลนซ์ทำงานได้จริงเฉลี่ย 15 วัน/เดือน (ไม่ใช่ 22) เพราะต้องเผื่อหาลูกค้า ทำใบเสนอราคา และพัก

2. เลือกโมเดลตั้งราคาให้เหมาะกับงาน

ไม่มีโมเดลไหนดีที่สุด มีแต่โมเดลที่เหมาะกับ ลักษณะงาน และ ความชัดเจนของขอบเขต

2.1 Hourly Rate — เหมาะกับ Consulting, แก้บั๊ก, งานสั้นไม่ชัด

เก็บตามชั่วโมงทำงานจริง โปร่งใสที่สุดสำหรับลูกค้าที่ไว้ใจกัน แต่ มีเพดาน เพราะวันหนึ่งคุณทำได้ไม่เกิน 8 ชั่วโมง และลูกค้าจะเริ่ม "นับนาที"

2.2 Project Fee — เหมาะกับงาน Production ที่ Scope ชัด

คิดราคารวมเป็นก้อน แล้วระบุขอบเขตงานชัดเจนในใบเสนอราคา เช่น "ออกแบบโลโก้ 3 แนวคิด แก้ไขได้ 2 รอบ" — โมเดลนี้ทำกำไรได้ดีถ้าคุณ ประเมินเวลาแม่น

2.3 Value-based Pricing — โมเดลที่กำไรสูงสุด

คิดราคาจาก มูลค่าที่ลูกค้าได้รับ ไม่ใช่จากเวลาที่คุณใช้ เช่น Landing page ที่จะเอาไปยิงแอดและสร้างยอดขายเดือนละล้าน คุณคิดได้ 50,000-150,000 บาท ทั้งที่ใช้เวลาทำเท่ากับเว็บ 5,000 บาท

3. สูตรลับ: Buffer 30% และ "ราคา 3 ระดับ"

เทคนิคที่ฟรีแลนซ์มืออาชีพใช้กันคือเสนอ 3 แพ็กเกจเสมอ เพราะลูกค้าจะรู้สึก "เลือก" ไม่ใช่ "ตอบรับหรือปฏิเสธ" และ 60% มักเลือกตรงกลาง

แพ็กเกจราคาเหมาะกับ
EssentialXลูกค้างบจำกัด ต้องการแค่งานหลัก
Standard ⭐1.6Xลูกค้าส่วนใหญ่ — ราคาที่คุณอยากให้เลือก
Premium2.8Xลูกค้าที่ต้องการครบ จบ ดูแลยาว

และไม่ว่าโมเดลไหน บวก Buffer 30% เสมอ สำหรับการแก้ไขที่เกินคาด ประชุมเพิ่ม และเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกค้าขอแบบ "นิดเดียว" — เพราะมันไม่เคยนิดเดียวจริง

4. สิ่งที่ต้องระบุในใบเสนอราคาเสมอ

  • Scope ชัดเจน — ระบุสิ่งที่ทำและสิ่งที่ ไม่ ทำ
  • จำนวนรอบแก้ไข — เช่น "แก้ไขได้ 2 รอบ รอบที่ 3 คิด 20% ของราคางาน"
  • เงื่อนไขจ่าย — แนะนำ 50/50 หรือ 30/40/30 อย่ารับ "จ่ายตอนงานเสร็จ"
  • ระยะเวลา + วันส่งงาน — และเงื่อนไขการเลื่อน
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% — ระบุว่าราคา "รวม" หรือ "ไม่รวม"

5. กลยุทธ์ขึ้นราคาแบบไม่เสียลูกค้าเก่า

ฟรีแลนซ์หลายคนติดกับดัก "ลูกค้าเก่าจ่ายเรตเก่า" ทั้งที่ทำงานมาแล้ว 3 ปี ค่าครองชีพขึ้น ฝีมือก็ดีขึ้น แต่ราคายังเท่าเดิม วิธีขึ้นราคาที่นุ่มนวล:

  1. แจ้งล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนขึ้นปีใหม่
  2. อธิบายเหตุผล (เพิ่มบริการ, ลงทุนเครื่องมือใหม่, ลงคอร์ส)
  3. ให้ เรตเดิม สำหรับ 1-2 งานสุดท้ายในปีนั้น
  4. ออฟเฟอร์แพ็กเกจรายปี (Retainer) ในเรตที่ดีกว่ารายงาน

สรุป — ราคาที่ดีคือราคาที่ทั้งคุณและลูกค้ารู้สึก "คุ้ม"

การตั้งราคาไม่ใช่ศิลปะลึกลับ มันคือคณิตศาสตร์ + จิตวิทยา + ความกล้า เริ่มจากรู้ต้นทุนชีวิตของคุณ เลือกโมเดลที่เหมาะกับงาน บวก Buffer และเสนอ 3 แพ็กเกจเสมอ ทำได้แบบนี้ คุณจะหยุด "ทำงานเหนื่อยแต่ไม่มีเงินเก็บ" ได้ภายใน 3 เดือน


เกี่ยวกับผู้เขียน
A
admin so1o

ทีมเนื้อหา So1o Freelancer — เขียนเพื่อฟรีแลนซ์ไทยที่อยากทำงานคนเดียวให้เป็นระบบ ใช้เวลาทดลองเครื่องมือ คุยกับฟรีแลนซ์จริง และกลั่นออกมาเป็นบทความที่ใช้ได้ทันที

บทความที่เกี่ยวข้อง